หน้าหลัก

ประวัติความเป็นมา

ผู้บังคับบัญชา
งานอำนวยการ
งานสืบสวน
งานสอบสวน
งานปราบปราม
งานจราจร
งานการเงิน
งานสารสนเทศ
กต.ตร.
งาน ชมส.
ข้อมูลท้องถิ่น
วิสัยทัศน์
 

 

คำชะโนด

 
     
 

          ในเขตรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรตำบลดงเย็น มีสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ 1 แห่ง คือ  “ คำชะโนด ” มีตำนานเล่าขานของที่มาจากตำนานพื้นเมือง “ ผาแดง นางไอ่ ” ฯลฯ มีปาฏิหารย์จากคำเล่าลือหลายเรื่อง อาทิ ผีจ้างหนังมาฉายกลางแปลงที่บริเวณ คำชะโนด

 
     
 

 
 

คำชะโนด

 
       คำชะโนด ตั้งอยู่บ้านโนนเมือง ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี ห่างจากสถานีตำรวจภูธรดงเย็นไปทางทิศเหนือประมาณ 18  กิโลเมตร เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป  
     
 

 
 

ทางเข้า

 
     
 

 
 

ศาลเจ้าปู่ศรีสุทโธ

 
     
 

 
 

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

 
         ภายในบริเวณคำชะโนด มีบ่อน้ำ ซึ่งได้กำหนดเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนเข้าชมและใช้น้ำศักดิ์สิทธิ์ล้างหน้า อาบ ดื่ม เพื่อชำระล้างสิ่งไม่ดีทั้งหลาย น้ำศักดิ์สิทธิ์เคยทูลเกล้าถวายฯสำหรับประกอบพิธี  ในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ 5 รอบ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2536 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จทรงเยี่ยมพสกนิกร  และเสด็จทอดพระเนตร คำชะโนด  
 

 
 

พระพุทธรูปบริเวณวัดศิริสุทโธ

 
     
 

 
 

หอพระ

 
     
 

 
 

ดอกจานสีเหลืองซึ่งมีเพียง 1 ต้น บริเวณทางเข้าคำชะโนด

 
     
 

 
 

ดอกจานสีส้มที่พบโดยทั่วไป

 
 

 
 

ประวัติเจ้าพ่อพระยาศรีสุทโธ

          เรื่องเจ้าพ่อศรีสุทโธกับตำนานอีสานเรื่องผาแดง-นางไอ่ จะมีความสัมพันธ์เป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ คณะผู้รวบรวมกำลังศึกษาค้นคว้าจากหนังสือตำนานของอีสานหลายเล่มอยู่ พร้อมทั้งศึกษาจากการเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่เล่าสืบต่อกันมาแบบปากต่อปาก ซึ่งไม่มีการบันทึกเป็นหลักฐาน แต่ผู้รวบรวมมีความเห็นว่าถ้าหากเป็นเรื่องเดียวกัน เจ้าพ่อศรีสุทโธน่าจะเป็นมนุษย์ คงจะเป็นเจ้าเมืองหรือผู้ปกครองบ้านเมืองในสมัยโบราณและคงจะเป็นคนที่เก่งมาก เมื่อชาวข่ากุลาจากประเทศอินเดียมาเสาะแสวงหาเกลือสินเธาว์ในภาคอีสานของไทยในสมัยโบราณ เพราะเกลือเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นแก่ชีวิตมาก อาจจะมาพบชนเผ่าดังกล่าวเข้าแล้วนำลัทธิเทวะนาคีเข้ามาเผยแพร่ จึงทำให้คนเก่ง กล้าหาญอย่างเจ้าพ่อศรีสุทโธ ตามลัทธิเทวะนาคีกลายเป็นพระราชาพญานาคขึ้นมาก็ได้

          ผู้รวบรวมมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่าดินแดนอีสานทั้งหมดจากหลักฐานที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติบ้านเชียง มีอายุประมาณ 5,000-7,000 ปี จะต้องมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มนุษย์ปกครองบ้านเมืองอยู่ในขณะนั้น อาจจะเป็นเจ้าพ่อศรีสุทโธก็อาจจะเป็นได้

          สำหรับประวัติย่อของผาแดง-นางไอ่ มีผู้รวบรวมไว้ดังนี้

          เมืองสุวรรณ โคมคำ หรือเมืองเอกชะทีตา ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของเมืองหนองแส เมืองเอกชะทีตานี้มีพระยาขอมเป็นผู้ปกครองมีนางจันทร์เป็นมเหสี ต่อมาได้ธิดาสาวสวยคนหนึ่งชื่อ ไอ่คำ พระยาขอมมีน้องชาย 2 คน ให้ไปครองเมืองเชียงเหียนและเมืองสีแก้ว มีหลาน 3 คน ให้ไปครองเมืองฟ้าแดด เมืองหงส์และเมืองทอง นางไอ่คำเมื่ออายุได้ 15 ปี มีความงดงามดังไปทั่วทุกทิศจนกระทั่งไปเข้าหูของท้าวผาแดงแห่งเมือผาโพง ท้าวผาแดงจึงขึ้นขี่ม้าแอบมาหานางไอ่ และได้สมัครรักใคร่กันแล้วสัญญากันว่าจะทำพิธีสู่ขอและแต่งงานกันตามประเพณีในไม่ช้านี้

          ยังมีเมืองอีกแห่งหนึ่งชื่อศรีสัตตนาคนหุต มีสุทโธนาคครองเมือง มีโอรสชื่อภังคี สุทโธนาคนี้อพยพมาจากหนองแส เพราะผิดใจกับสุวรรณนาคผู้เป็นสหายเนื่องจากการแบ่งเนื้อเม่น คือสุทโธนาคไม่พอใจเพราะได้น้อยคิดว่าสุวรรณนาคเล่นไม่ซื่อจึงเกิดการทะเลาะกันเป็นสงครามอันยิ่งใหญ่ เดือดร้อนถึงพระอินทร์ต้องส่งเทพบุตรลงมาห้ามศึกสงครามและเทพบุตรได้แบ่งเขตให้ทั้งสองอยู่คือ สุวรรณนาคปกครองฝั่งใต้ สุทโธนาคปกครองฝั่งเหนือและตะวันออก โดยแบ่งลงไปจดฝั่งทะเล  นาคทั้งสองจึงขุดคลองจากหนองแสลงสู่ทะเลโดยสุวรรณนาคขุดแม่น้ำน่านหรือพระมิง ตั้งเมืองนันทบุรี ส่วนสุทโธนาคขุดแม่น้ำโขง และตั้งเมืองศรีสัตตนาคนหุต

          ครั้นถึงกลางเดือนหกพระยาขอมจะทำบุญบั้งไฟจึงมีใบบอกบุญไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ที่เป็นบริวารให้ทำบั้งไฟไปร่วมจุดในงาน ท้าวผาแดงไม่ได้รับใบบอกบุญแต่ได้ทราบข่าวจึงจัดบั้งไฟหมื่นไปร่วมบุญด้วยกัน ได้พบนางไอ่คำเป็นครั้งที่ 2 และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีในการจุดบั้งไฟพระยาขอมให้มีการพนันกันว่าถ้าบั้งไฟของใครชนะจะให้ทรัพย์สมบัติและสนมกำนัลสำหรับท้าวผาแดงนั้นจะยกนางไอ่คำให้ ในเวลาจุดปรากฏว่าบั้งไฟของเมืองอื่น ๆ ขึ้นหมด ส่วนของพระยาขอมไม่ขึ้น และของท้างผาแดงแตกกลางบั้งแต่พระยาขอมก็เฉยเสียไม่ทำตามสัญญา เจ้าเมืองต่าง ๆ จึงพากันกลับหมดส่วนท้าวผาแดงก็กลับเมืองกับความทุกข์เพราะความรักและบั้งไฟไม่ขึ้น

          งานบุญบั้งไฟนั้นท้าวภังคี ลูกชายสุทโธนาค ไม่ได้นำบั้งไฟมาร่วมด้วยแต่ได้แปลงกายมาร่วมงานด้วย และได้หลงรักนางไอ่คำด้วยเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีโอกาสเข่าใกล้นางได้ จึงพกเอาความรักกลับบ้านไป ครั้นถึงเมือศรีสัตตนาคนหุตแล้วก็ไม่เป็นอันกินอันนอนจึงลาพ่อเพื่อจะมาหานางไอ่คำอีก พ่อได้ห้ามไว้แต่ก็ไม่สามารถจะห้ามปรามได้เมื่อมาถึงเมืองเอกชะทีตาแล้วท้าวภังคีแปลงกายเป็นกระรอกด่อน(กระรอกเผือก) ส่วนบริวารก็แปลง เป็นสัตว์ กระรอกด่อนภังคีแขวนกระดิ่งทองไว้ที่คอด้วย ได้ปีนป่ายกระโดดไปตามต้นไม้ใกล้ประสาทของนางไอ่คำสายตาก็สอดส่ายหานางไอ่คำ นางไอ่คำเห็นกระรอกด่อนก็อยากได้จึงให้นายพรานมาจับกระรอกด่อนนายพรานได้ยิงกระรอกด่อนด้วยธนู กระรอกด่อนก่อนตายได้อธิษฐานว่า “ขอให้เนื้อของข้าจงเอร็ดอร่อยและมีพอกินแก่คนทั้งเมือง” เมื่อกระรอกด่อนตายแล้วชาวเมืองก็แบ่งเนื้อกันกิน ยกเว้นแม่หม้าย เพราะเขาถือว่าไม่ได้ช่วยราชกา ฝ่ายบริวารของภังคีก็เห็นเจ้านายของตนเสียทีเขาก็รีบกลับไปบอกท้าวสุทโธนาค ท้าวสุทโธนาคโกรธมากจึงเกณฑ์พบนับหมื่นเพื่อถล่มเมืองพระยาขอมใครกินเนื้อภังคีต้องเอาให้ตายให้หมด กองทัพพญานาคจึงมุ่งสู่เมืองพระยาขอมทันที

 

          วันนั้นเองท้าวผาแดงซึ่งรักนางไอ่คำจนทนอยู่ไม่ได้จึงรีบขึ้นม้าบักสามจากเมืองผาโพงสู่เอกชะที่ตา เมื่อมาถึงนางไอ่คำก็ต้อนรับด้วยความดีใจ พร้อมทั้งจัดอาหารมาเลี้ยง เมื่อท้าวผาแดงรู้ว่าเป็นเนื้อกระรอกก็ไม่กินแล้วบอกนางไอ่คำว่ากระรอกตัวนี้มิใช่กระรอกธรรมดามันเป็นท้าวภังคีแปลงตนมา ใครกินเนื้อกระรอกแล้วบ้านเมืองจะถล่มถึงตาย พอตกกลางคืนกองทัพพญานาคก็มาถึงเมือง แผ่นปฐพีจึงถล่มโครงครามไปทั่ว ท้าวผาแดงจึงให้นางไอ่คำเตรียมข้าวของบางสิ่งที่พอจะเอาไปด้วย เช่น แหวน ฆ้อง และกลองประจำเมืองแล้งรีบขึ้นซ้อนท้ายตนเองแล้วก็รีบควบม้าบักสามออกจากเมืองทันที พญานาครู้ว่านางไอ่คำหนีไปจึงติดตามไปติด ๆ แผ่นดินถล่มไปไม่หยุด นางไอ่คำต้องโยนฆ้องและกลองทิ้ง สุดท้ายก็โยนแหวนทิ้ง เพราะว่าพญานาคตามมาเอาสิ่งเหล่านี้ และเพราะลำบากในการถือ แต่พญานาคก็ยังตามมาอยู่อีกม้าบักสามก็ค่อย ๆ หมดแรงลง พญานาคตามมาทันแล้วเอาหางตัวเองตวัดเกี่ยวเอาตัวนางไอ่คำลงมาจากหลังม้า ส่วนท้าวผาแดงควบม้าหนีต่อไป พญานาคก็ตามไปอีกเพราะท้าวผาแดงมีแหวนของนางไอ่คำติดตัวไปด้วยท้าวผาแดงจึงทิ้งแหวนตนเสียจึงปลอดภัย พญานาคได้อุ้มนางไอ่คำลงสู่บาดาลต่อไป บ้านใครที่ได้กินเนื้อกระรอกก็ได้ถล่มทลายเป็นทะเลไปหมด เหลือแต่บ้านแม่หม้ายที่ไม่ได้กิน จึงกลายเป็นดอนแม่หม้ายมาจนทุกวันนี้

          ท้าวผาแดงกลับถึงเมืองผาโพงแล้ว เสียใจที่สูญเสียคนรักไปต่อหน้าต่อตา จึงอธิฐานต่อเทพยาดาว่าจะขอตายเพื่อไปต่อสู้กับพวกนาค กองทัพผีกับกองทัพนาคได้ต่อสู้กันอยู่น่านน้ำในบึงในหนองขุ่นข้น ดินบนบกกลายเป็นฝุ่นตลบไปหมด ร้อนถึงพระอินทร์ต้องลงมาระงับศึกพวกผีกลับเมืองผีให้นาคครอบครองบาดาลตามเดิม ส่วนนางไอ่คำให้อยู่ที่เมืองบาดาลไปก่อน ขอให้พระศรีอารย์ลงมาตัดสินว่า ใครจะเป็นสามีที่แท้จริงของนาง ดังนั้นนางไอ่คำจึงรออยู่ที่เมืองบาดาลจนกว่าจะถึงวันนั้น

ประวัติของเมืองคำชะโนดและเจ้าพ่อศรีสุทโธ

          เมืองชะโนดมีเรื่องเล่ากันมาว่า แต่ก่อนเจ้าพ่อศรีสุทโธเป็นพญานาค ครองเมืองหนองกระแสอีกครั้งหนึ่งเป็นพญานาคเช่นเดียวกันมีชื่อว่าสุวรรณนาค และมีบริวาร 5,000 เช่นเดียวกัน ทั้งสองอยู่ด้วยกันด้วยความรักความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมีอาหารการกินก็แบ่งกันกิน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นเพื่อนตายกันมาตลอด แต่มีข้อตกลงกันอยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไปหากินล่าเนื้อหาอาหารอีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องออกไปล่าเนื้อหาอาหาร เพราะเกรงว่าบริวารไพล่พลจะกระทบกระทั่งกัน และอาจจะเกิดรบรากันขึ้น แต่ให้ฝ่ายที่ออกไปล่าเนื้อหาอาหารที่หามาได้แบ่งกันคนละครึ่ง การกระทำโดยวิธีนี้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขตลอดมา อยู่มาวันหนึ่งสุวรรณนาคได้พาบริวารไพล่พลออกไปล่าเนื้อหาอาหารได้เม่นมาสุวรรณนาคได้แบ่งให้สุทโธนาคครึ่งหนึ่ง พร้อมทั้งนำขนของเม่นไปไห้ดู ปรากฏว่าเม่นตัวเล็กนิดเดียว แต่ขนของเม่นใหญ่ เม่นตัวเล็กนิดเดียวการแบ่งให้สุทโธนาคจึงต้องแบ่งให้น้อย สุทโธนาคได้พิจารณาดูขนเม่นเห็นว่าขนาดช้างขนเล็กนิดเดียวยังใหญ่ขนาดนี้ แต่นี้ขนใหญ่ขนาดนี้ตังจะใหญ่โตใหญ่ขนาดไหน ถึงอย่างไรตัวเม่นจะต้องใหญ่กว่าช้างอย่างแน่นอน คิดได้อย่างนี้จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งไปคืนให้สุวรรณนาคพร้อมกับฝากบอกไปว่า “ไม่ขอรับ อาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรมจากเพื่อนที่ไม่ซื่อ” ฝ่ายสุวรรณนาคเมื่อได้ทราบดังนั้น จึงได้รีบเดินทางไปพบ    สุทโธนาคเพื่อชี้แจงให้ทราบว่าเม่นถึงแม้ขนมันจะใหญ่โตตัวเล็กนิดเดียว ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้เป็นอาหารเสียเถิด สุวรรณนาคพูดเท่าไรสุทโธนาคก็ไม่เชื่อ จึงเกิดการปะทะคารมกันขึ้นแล้วเหตุการณ์ก็รุนแรงขึ้นทุกขณะ ต่างฝ่ายต่างไม่ฟังเสียงกันและกัน และผลสุดท้ายทั้งสองฝ่ายจึงประกาศสงครามกัน

 

          ความเดือดร้อนทั้งหลายได้ทราบไปถึงพระอินทราธิราช ซึ่งเป็นใหญ่ของเทวดาหรือประมุขของเทวดาน้อยใหญ่ทั้งหลาย และเทวดาน้อยใหญ่ทั้งหลายไปเข้าเฝ้าพระอินทร์เพื่อร้องทุกข์และเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้ฟังเมื่อพระอินทร์ได้ทราบเรื่องตลอดแล้วจะต้องหาวิธีการให้พญานาคทั้งสองหยุดรบกันเพื่อความสงบสุขของไตรภพ จึงได้เสด็จจากดาวดึงส์ลงมายังเมืองมนุษย์โลกที่เมืองหนองกระแส แล้วพระอินทร์ตรัสเป็นเทวะ โองการว่า “ให้ท่านทั้งสองหยุดรบกัน การทำสงครามครั้งนี้ถือว่าทุกฝ่ายเสมอกันและหนองกกระแสให้ถือว่าเป็นเขตปลอดสงครามให้พญานาคทั้งสองหยุดรบกัน เพื่อให้เกิดสันติสุขที่เมืองหนองกระแสโดยด่วนแล้วให้พากันสร้างแม่น้ำคนละสายออกจากหนองกระแส ใครสร้างถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึกขึ้นอยู่ในแม่น้ำแห่งนั้น และให้ถือว่าการทำสงครามครั้งนี้มีความเสมอกัน เพื่อป้องกันกรทะเลาะวิวาทของพญานาคทั้งสองให้เอาภูเขาพญาไฟเป็นเขตกั้นคนละฝ่าย ใครข้ามไปราวีก่อนกันขอให้ไฟจากภูเขาพญาไฟไหม้ฝ่ายนั้น

          เมื่อพระอินทร์ตรัสเป็นเทวราชโองการดังกล่าวแล้ว สุทโธนาคจึงพาบริวารไพรพลอพยพจากหนองกระแสสร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส เมื่อถึงตรงไหนเป็นภูเขาก็คดโค้งไปตามภูเขาหรืออาจจะลอกภูเขาบ้างตามความยากง่ายในการสร้าง เพราะสุทโธนาคเป็นคนใจร้อน แม่น้ำนี้เรียกชื่อว่า “แม่น้ำโขง” คำว่า  “โขง” จึงมาจากคำว่า “โค้ง” ซึ่งหมายถึงไม่ตรง

          ส่วนสุวรรณนาค เมื่อได้รับเทวราชโองการดังกล่าว จึงพาบริวารไพร่พลอพยพจากหนองกระแส สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศใต้ของหนองกระแสสุวรรณนาคเป็นคนตรงพิถีพิถันและเป็นผู้มีใจเย็น การสร้างแม่น้ำจึงต้องทำให้ตรงและคิดว่าตรง ๆ จะทำให้ถึงจุดหมายปลายทางก่อนจะได้เป็นผู้ชนะแม่น้ำนี้เรียกชื่อว่า “แม่น้ำน่าน” แม่น้ำน่านจึงเป็นแม่น้ำที่มีความตรงกว่าแม่น้ำทุกสายในประเทศไทย

          การสร้างแม่น้ำแข่งกันในครั้นนั้น ปรากฏว่าการสร้างแม่น้ำโขงเสร็จก่อน โดยสุทโธนาคเป็นผู้สร้างตามสัญญาของพระอินทร์ สุทโธนาคเป็นผู้ชนะตามสัญญาแล้ว จึงได้แผลงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ณ ดาวดึงส์ทูลถามพระอินทร์ว่า “ตัวข้าเป็นชาติเชื้อพญานาคถ้าจะอยู่บนโลกมนุษย์นานเกินไปก็ไม่ได้ จึงขอทางขึ้นลงระหว่างบาดาลแลโลกมนุษย์ เอมไว้ 3 แห่ง และทูลถามว่าจะให้ครอบครองอยู่ตรงไหนแน่นอน พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่จึงอนุญาตให้มีรูพญานาคเอาไว้ 3 แห่ง คือ

                                1.  ที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์

                2.  ที่หนองคันแท

                                3.  ที่พรหมประกายโลก (ที่คำชะโนด)

          ส่วนที่ 1-2 เป็นทางลงสู่เมืองบาดาลของพญานาคเท่านั้นส่วนที่สถานที่ 3 ที่พรหมประกายโลกคือที่พรหมเทวดาลงมากินดินจนหมดฤทธิ์กลายเป็นมนุษย์ให้สุทโธนาคไปตั้งบ้านเมืองครอบครองเฝ้าอยู่ให้มีต้นชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์  ลักษณะต้นชะโนด ให้เอาต้นมะพร้าว ต้นหมาก และต้นตาลมาผสมกันอย่างละเท่า ๆ กัน ในเวลา 1 เดือน ตามจันทรคติ     

*******************************************